Monday, November 17, 2014

ประวัติและด้านมืดของยาทาเล็บ


การทาเล็บมีประวัติยาวนานถึงเจ็ดพันกว่าปีมาแล้วถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดียโดยเค้าใช้เฮนน่าเอามาเป็นสีทาเล็บ ต่อมาในสมัยอียิปโบราณเหล่าราชินีก็นิยมตกแต่งเล็บมือเท้าด้วยสีแดงเจิดจ้าแสดงถึงบารมีประจำตัวเช่นพระนางเนเฟอร์ติติทาสีแดงทับทิม,คลีโอพัตราทาสีแดงเลือด ส่วนสามัญชนคนธรรมดารวมถึงเหล่าทาสทั้งหลายก็มีสิทธิทาได้แค่สีซีดๆจางๆเท่านั้น ส่วนในประเทศจีนเองก็คล้ายกันตรงที่การทาเล็บถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งและสถานะทางสังคม เ่ช่นในสมัยราชวงศ์หมิงจะมีเฉพาะเหล่าราชนิกุลเท่านั้นที่ได้รับสิทธิให้ทาเล็บด้วยสีแดงและดำ ในสมัยราชวงศ์โจวทาแต่สีเงินทอง มีไฮไลท์อยู่ที่เหล่าสตรีชั้นสูงยุคนั้นจะตั้งใจไม่ตัดเล็บจนยาวเฟื้อยเป็น10 ซม.เพื่อบอกเป็นนัยๆว่าชั้นคือคุณนายไฮโซผู้มีชีวิตสุขสบายเกินกว่าต้องคอยตัดเล็บเพื่อทำงานหนักดั่งพวกชนชั้นแรงงานทาสนะยะ น้ำยาทาเล็บที่ใช้ในยุคนั้นก็เป็นสูตรที่ีคนจีนเค้าคิดค้นขึ้นมาเองจากธรรมชาติล้วนๆส่วนผสมมีแค่ขี้ผึ้ง,ไข่ขาว,อาราบิกกัม,เจลาติน,สีที่สกัดจากดอกไม้ และแร่เงินทอง แต่กว่าจะแห้งก็..รอนาน..หน่อยนะ


สงสัยมั้ยว่าแล้วน้ำยาทาเล็บที่ขายกันตอนนี้เค้าไปได้รับอิทธิพลมาจากไหนกัน? ย้อนไปในยุค 30's น้ำยาทาเล็บขวดแรกของโลกได้อุบัติขึ้นจากไอเดียของมิเชล หญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตสีรถยนต์ วันนึงชีเกิดได้แรงบันดาลใจจากสีไฮกลอสที่ใช้พ่นกันในอู่ ด้วยหลงไหลในความเงางาม ทนฝน สะท้อนแดด ไม่หลุดลอกง่าย ทาแล้วยังแห้งไวไม่ต้องใช้เวลามาก จึงเกิดความคิดเอาสีทารถมาประยุกต์ใช้เทใส่ขวดเสียบแปรงเร่ขายตามบิวตี้ซาลอนต่างๆซะเลย ผลปรากฎว่าสินค้าตีตลาดแรงเกินคาด จนเจ้าของบริษัทผลิตสีรถยนต์แห่งนั้นเปลี่ยนชื่อจาก Revson มาเป็น Revlon จนถึงทุกวันนี้ 


ด้านมืดของยาทาเล็บที่ดัดแปลงมาจากสีพ่นรถก็คือส่วนผสมที่ใช้มันไม่ปลอดภัยพอที่จะเอามาให้มนุษย์สูดดมหรือทาลงบนเล็บเอาซะเลย แถมยังถือเป็นขยะอันตรายที่ต้องทิ้งให้ถูกวิธีเพื่อป้องกันสารพิษปนเปื้อนสู่ธรรมชาติอีกด้วย รู้มั้ยว่าน้ำยาทาเล็บโดนจัดให้เป็นเครื่องสำอางค์ที่มีพิษสูงที่สุด โดยเฉพาะ  Toxic Trio 3 สารที่เป็นส่วนผสมหลักๆที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญเิติบโตของทารกในครรถ์ เพียงแค่ไอระเหยที่ลอยออกมาก็เป็นพิษต่อปอด ทำให้ระคายเคืองตา ทำลายภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอในระยะยาว โชคร้ายสุดคือบรรดาลูกจ้างระยะยาวตามร้านซาลอนถึงกับต้องล้มป่วย บ้างเป็นโรคปอดทั้งๆที่ไม่สูบบุหรี่ บ้างก็เป็นมะเร็งนม มะเร็งหน้า ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าการทำงานในร้านเสริมสวยทำให้ต้องสะสมสารพิษรวมถึงจากน้ำยาทาเล็บด้วย! อนิจจัง อยากเปลี่ยนอาชีพก็สายไปเสียแล้ว... 


สารคดีเกี่ยวกับพนักงานซาลอนที่ต้องป่วยเพราะรับสารพิษทุกวันจากการทำงาน

ส่วนสาเหตุที่น้ำยาทาเล็บสูตรทารถยังคงขายดิบขายดีมาตลอด 80 กว่าปีแบบไม่มีโดนแบนหรือเปลี่ยนสูตร เป็นเพราะผู้ผลิตและอย.ไม่ได้แคร์สุขภาพของผู้บริโภคมากพอที่จะปรับส่วนผสมให้ปลอดภัยกว่ายกเว้นจะปรับแต่ราคาให้สูงขึ้น อีกเหตุผลที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือผู้หญิงเราเมื่อตกอยู่ในภวังค์อยากสวยแล้วมักจะละเลยเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของตัวเองไปสิ้น เคยมั้ยที่ต่อให้เหม็นแค่ไหนชั้นก็ยินดีกลั้นใจทาจนเล็บสุดท้าย ตอนอยากได้ขวดใหม่ก็เลือกหาแต่สีสันที่ถูกใจ ยิ่งยี่ห้อไหนติดทนนานก็ยิ่งเป๊ะถือว่ามีคุณภาพดี แต่หากต้องแลกกับการรับพิษเข้าร่างเพิ่มมันทุกครั้งที่ทา แล้วยังจะคิดว่ามันมีคุณภาพดีอยู่อีกมั้ย? โดยเฉพาะในยุคมะเร็งครองโลกด้วยแล้วเรายิ่งต้องป้องกันตัวเองจากสารอันตรายที่แฝงอยู่ในสินค้าไม่ใช่อาบยาพิษบนนิ้วมืออย่างไม่หยุดหย่อน คิดอีกทีเล็บก็ไม่ใช่กระโปรงรถซะด้วยที่ต้องทาทับด้วยสีอุตสาหกรรมตลอดเวลา ยิ่งถ้าไม่ปล่อยให้มันได้เปลือยรับออกซิเจนบ้างอาจก่อปัญหาเล็บเหลืองตามมาซึ่งนอกจากจะไม่สวยแล้วยังดูป่วยกว่าเดิมอีก


หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบทาเล็บแต่ไม่เต็มใจสะสมสารพิษเข้าร่าง ปัจจุบันนี้มี
นวัตกรรมใหม่ออกมาเป็นน้ำยาทาเล็บสูตรน้ำยี่ห้อ Natural First ทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่าสำหรับใครที่ห่วงใยสุขภาพและอยากช่วยโลกของเราให้เฮลตี้ขึ้น  คิดค้นเพื่อให้ผู้หญิงทาเล็บได้อย่างสุขกาย สบายใจ ไร้กลิ่นเหม็นฉุน เด็กทาได้ คนท้องคนก็ทาได้ ไม่ต้องใช้น้ำยาล้างเล็บด้วยนะแค่แช่มือลงในน้ำ 3 นาทีแล้วสะกิดๆตรงมุมเล็บ สีก็จะหลุดออกมาปั๊บ ตัวฝาขวดเป็นงานแฮนด์เมดทำด้วยไม้มะพร้าวเพราะอยากให้ทุกชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกันซักขวดเดียว สนใจอยากเปลี่ยนประสบการณ์การทาเล็บก็คลิกเข้าไปเลือกซื้อสีที่ถูกใจกันได้ที่ www.nfcosmetics.com รับรองว่าจะติดใจจนไม่อยากกลับไปดมกลิ่นเหม็นๆแบบเก่าอีกแน่นอน



No comments:

Post a Comment