Tuesday, August 13, 2013

ภัยร้ายในเครื่องสำอางค์ โปรดระวังให้ดี


เกมในคลิปด้านบนมีชื่อว่า "Try to Look Pretty Without Poisoning Yourself " (สวยได้แบบไม่ต้องวางยาพิษตัวเอง) ที่ทำออกมาเสียดสีสารเคมีในเครื่องสำอางค์ได้ตรงใจและขำดี แต่ความจริงอันโหดร้ายอาจทำให้ขำไม่ออกซักเท่าไหร่ เพราะรู้มั้ยว่าคุณอาจกำลังทำร้ายตัวเองด้วยเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทุกวัน นับตั้งแต่ สบู่ แชมพู เจลใส่ผม ไวท์เทนนิ่ง ลูกกลิ้งปั่นเต่า ยันเครื่องสำอางค์ร้อยแปดพันเก้า และทุกครั้งที่คุณทาถู หยดมันลงบนผิวหนัง มันก็ซึมแหวกทะวุผ่านรูขุมขนลงไปได้ถึง 60 - 70 % และเต็ม 100 % หากเป็นจั๊กแร้ ไอ้เจ้าสารเคมีที่ผสมอยู่นี่แหละ คือผู้ร้ายตัวจริงที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้เครื่องสำอางค์ ไม่ต้องโทษตัวเองว่าเป็นความผิดของคุณที่ดันเกิดมามีผิวที่บอบบางแพ้ง่ายแล้วดันไปซื้อสินค้าที่แรงเกินไปมาใช้ เพราะจริงๆแล้วสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตล้วนแพ้สารเคมี  แม้แต่ปลาก็ยังต้องซวยไปด้วยถ้าในน้ำมีสารเคมีปนเปื้อน เพราะงั้น ต่อให้คุณมีสภาพผิวที่ด้านดำกรำกร้านขนาดไหน ก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะไม่แพ้ แต่จะแพ้เร็วหรือช้านั้นก็ขึ้นอยู่กับระเบิดเวลาของภูมิคุ้มกันของคุณ ว่ามันจะอ่อนแอรอวันบึ้ม! ออกมาฟ้องให้เจ้าของร่างรู้ว่าระดับเลเวลพิษที่สะสมไว้มันเกินขีดที่มันจะรับไหว บางคนประเมิณค่าความแรงของสารเคมีต่ำเกินไปหากคิดว่า โถ จะกลัวอะไรกันนักกันหนากับสารเคมี แค่เอาน้ำเปล่าล้างออกก็สะอาดแล้วไม่ใช่เหรอ? บอกได้เลยว่าคิดผิดมหันต์


เพราะจากข้อมูลการวิจัยของ Environmental Working Group (EWG)  ได้ทำการรวบรวมเอาสาววัยรุ่นอเมริกันอายุ 14 - 19 ปี จำนวน 20 คนมาตรวจเลือดและปัสสาวะ พบว่าสาวๆทั้งหลายมีสารเคมีในร่างกายถึง 16 ชนิด และทุกคนล้วนมีสารกันเสียยอดฮิตอย่างพาราเบน ( Paraben ) อยู่ในตัวกันถ้วนหน้า ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ภูิมิคุ้มกันลดลง ฮอร์โมนทำงานบกพร่อง เมื่อใช้เป็นประจำก็จะสะสมก่อให้เกิดมะเร็งเ้ต้านมในอนาคต นับเป็นข้อมูลที่น่าตกใจเลยทีเดียวเชียว ที่ขนาดสาวน้อยเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่วัยรักสวยรักงามก็มีสารพิษสะสมในกระแสเืืลือดกันแล้ว

แม้แต่  Susan Jeske  นางงามคนแรกของอเมริกาเองยังหนีไม่พ้นภัยร้ายจากสารพิษในโลชั่นประทินผิว ท้าวความซักนิดถึงประสบการณ์สยองจากมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่เธอเคยใช้เป็นประจำทุกวันหลังอาบน้ำเพื่อคงความชุ่มชื่นของผิวอย่างเบบี้ออยล์และ Mineral Oil  แต่แล้ววันแห่งวิปโยคก็มาถึง เมื่อมีสิวหนองแย่งกันขึ้นเห่อเต็มหนังหัว ทำยังไงก็ไม่หายสร้างความทรมานให้ซูซานเป็นอย่างมาก เธอจึงไปหาหมอบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ หมอก็ถามว่าเธอใช้อะไรทาผิวบ้าง คำตอบที่ได้ก็คือ Mineral Oil ที่เธอใช้ทุกวันนั้น มันไปอุดตันรูขุมขนและเคลือบผิวหนังไว้จนหายใจไม่ได้และขัดขวางขบวนการขับของเสียของร่างกายที่ปกติจะัขับอออกมาทางรูขุมขนบนผิวหนัง ดังนั้น มันจึงไปพุพองขึ้นเป็นดอกหนองเล็กใหญ่บนส่วนที่ไม่ได้โดน Mineral Oil ซึ่งนั่นก็คือหนังหัวของเธอเอง เมื่อรู้ว่ามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่เคยใช้กลับพ่นพิษใส่แทนที่จะช่วยให้ผิวสวย ซูซานเลยโยนทิ้งซะ และหันมาใช้เครื่องผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติแทน ผลที่ได้ก็คือเม็ดหนองบนหนังหัวหายเป็นปลิดทิ้งภายในไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ปัจจุบันซูซานพยายามรณรงค์ และเผยแพร่ข้อมูลให้สาวๆ ทั้งหลายระวังมากขึ้น และหยุดใช้เครื่องสำอางค์ผสมสารเคมีและหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ Natural Products ที่ผลิตด้วยส่วนผสมที่สกัดจากธรรมชาติไร้สารเคมีแทน เพราะเธอบอกว่า FDA หรือ อย. ไม่ได้ให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคเท่าที่ควร โดยเฉพาะสารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประจำวันนั้นก็ไม่ได้เข้มงวดกวดขันกันซักเท่าไหร่ ลองมาดูซูซานในข่าวที่เธอออกมาให้สัมภาษณ์ และทดสอบให้เห็นถึงความร้ายกาจของ Mineral Oil หนึ่งในส่วนผสมหลักของโลชั่น และเครื่องสำอางค์นานาชนิดกันว่าน่ากลัวขนาดไหน และอย่าลืมเช็คว่าคุณกำลังใช้มันอยู่รึเปล่า




เฟิร์สเองก็เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายที่เคยประสบปัญหาแพ้สารเคมีในของใช้ประจำัวันมาตั้งแต่ยังอยู่ม.ต้น จำได้ว่าสมัยนั้นบ้าโคโลญจ์หอมๆของวัยรุ่นมากๆ ใช้มัน 7 วัน 7 กลิ่น จนเพื่อนตั้งฉายา่ให้ว่าเป็นเด็กอ้วนที่หอมที่สุดในโลก โตขึ้นมาอีกนิดก็ชอบใช้ครีมอาบน้ำกลิ่นหอมๆ โลชั่นกลิ่นผลไม้หวานๆแบบแทบจะเคลือบคาราเมล แต่แทนที่จะได้เห็นผิวสวยนุ่มลื่น กลับได้ผื่นตะปุ่มตะปั่มแข่งกันขึ้นอย่างกะหนังคางคก ทั้งหน้าผาก คอ แขน ขา ทั้งคันทั้งแสบ ลำบากแม่ต้องพาไปหาหมอผิวหนังทุกเดือนไป  สาเหตุที่หมอบอกก็คือ เฟิร์สแพ้เหงื่อตัวเองเลยทำให้มีผื่นไม่หาย ครั้งแรกที่ได้ยินหมอบอกก็ตกใจ งงปนเศร้า ที่ทำไมหนอตัวเราเกิดมาซวยผิดมนุษย์มนาเค้าแบบนี้วะ นี่แปลว่าชั้นต้องซื้อยาทาระงับผดผื่นไปตลอดเหมือนเป็นโรคประจำตัวงั้นหรือ ?? จนกระทั่งได้มาเจอข้อมูลที่ไม่มีทางจะได้เห็นหรือได้ยินจากโฆษณาว่าสารเคมีที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทุกวันนั่นแหละ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแพ้และผื่นขึ้น หลังจากนั้นเฟิร์สก็ระวังในการเลือกซื้อสินค้าจำพวกเครื่องสำอางค์และโลชั่นประทินผิวมากขึ้น เช่นยี่ห้อที่เคยโปรดมากๆอย่าง "Natural" เค้ามีโลชั่นและเจลอาบน้ำที่หอมสุดๆ แถมชื่อฟังดูปลอดภัยแต่ใช้เมื่อไหร่ผื่นแดรกเมื่อนั้น ก็หยุดใช้ไปเรียบร้อย ปัจจุบันในห้องน้ำก็จะมีแต่สบู่แชมพูยี่ห้อบ้าน ๆ อย่่างสินค้าที่ผลิตจากสมุนไพรพืชผักผลไม้ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ปลอดภัยไร้กังวล ส่วนใหญ่จะหาได้ในสไตล์ OTOP ถึงแม้หน้าตาจะไม่อินเตอร์ แต่ปลอดภัยกว่ากันเย๊อะมาก พิสูจน์ด้วยตัวเองแ้ล้วว่้าผื่นที่เคยขึ้นตลอดเป็นสิบปีนั้นน้อยลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้หายเกลี้ยงไปแล้ว




ส่วนเครื่องสำอางค์ที่ใช้บนหน้าก็ปาทิ้งไปหลายตัว อย่างอายไลน์เนอร์แบบน้ำที่เคยเป็นปัจจัยที่ 5 ต้องกรีดมันทุกวันเพราะดันเกิดมาตาตี่ และเค้าก็ฮิตกันทั่วหัวระแหงอะเนอะ ไปไหนก็มีแต่สาวๆตาเฉี่ยวเปรี้ยวปรี๊ด สมัยนั้นก็ใช้ยี่ห้อเกาหลีอีทูดี้ ก็กรีดติดต่อกันนานเลยนะ ประมาณเกือบ 3 ปี ก็ไม่มีอาการแพ้อะไร ดีใจที่ตาโตขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ๆ วันนึงก็แพ้ซะงั้น หนังตาคันบวมเป่ง แสบร้อน ตาแทบปิดยังกะโดนผัวต่อย  และนั่นก็เพราะว่าเฟิร์สป้ายสารเคมีลงบนหนังตาจุดเดียวทุำกวัน ทุกวัน ซ้ำลงตรงจุดเดิมเป็นเวลานานจนมันรับไม่ไหวแล้ว บิ๊กอายก็เหมือนกันหยุดใส่ไปเลย เพราะทรมานกับอาการตาแห้ง ทุกวันนี้มีความสุขกับตาเล็กๆเพราะไม่ต้องทรมานตัวเองเพื่อความสวย ก็เลยตัดใจยอมตาตี่ดีกว่าตาบอด  ส่วนพวกครีมบำรุงผิวหน้าและครีมกันแดดก็เปลี่ยนมาใช้แบบสมุนไพร สบายหน้ามากๆ เพราะไม่แสบร้อนผ่าวๆ เหมือนพวกยี่ห้อดังๆที่เคยใช้ (แต่ก็โง่ทามาได้ตั้งนาน) ตอนนี้ก็หยุดทรมานตัวเอง และรู้สึกเบาใจขึ้นมากที่หนังหน้ารับสารเคมีน้อยลง

ลองมาดูอีกหนึ่งคลิปดี ๆ ของ Annie Leonard's ชื่อ The Story of Cosmetic  ที่ทำออกมาเพื่อตีแผ่และเตือนภัยให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ให้ได้รู้ถึงความอันตรายของสารเคมีในเครื่องสำอางค์ที่ผู้ผลิตผสมให้เราใช้โดยไร้สำนึกและมิได้แคร์เลยว่าจะทำลายสุขภาพมากแค่ไหน ไม่ว่ามันเป็นสินค้าราคาถูกๆ หรือเครื่องสำอางค์ไฮโซเคาน์เตอร์แบรน ก็ไม่ไ้ด้การันตีว่าปลอดภัยไปกว่ากันเลยซักนิด




เมื่อรู้แล้วว่าบรรรดาสินค้าที่คุณเคยใ้ช้นั้นไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่วางใจมันมาตลอด ก็ควรเริ่มระมัดระวังในการซื้อสินค้าเหล่านี้โดยหลีกเลี่ยงสารพิษให้มากที่สุด และเปลี่ยนวิธีคิดในการเลือกซื้อสินค้าซะใหม่ จงอย่าซื้อเพราะคุณชอบหน้าตาและกลิ่นหอมๆ หรือเพราะคำโฆษณาชวนเชื่อว่าดีอย่างโน้นอย่างนี้ หรือเพราะว่าเพื่อนใช้แล้วมันเวิร์คนี่นา หยุดชะล่าใจไปว่าเป็นมันเป็นถึงเครื่องสำอางค์เคานเตอร์แบรนด์ ราคาแพงหูฉี่ มีแต่บรรดาไฮโซเค้าใช้กันว่าจะปลอดภัยไปกว่าเครื่องสำอางค์ตลาดนัด แ้ม้แต่ยี่ห้อที่ทำแพคเกจออกมาแนวธรรมชาติแบบแนทเชอรั่ลสุด ๆ  ราวกับไปผลิตกันในป่าเบญจพรรณก็ไม่ได้การันตีว่าปลอดภัยหายห่วง สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรู้ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างในสินค้าที่คุณกำลังจะซื้อ ลองพลิกหลังกล่องอ่านรายชื่อของ "Ingredients" ดูซิว่ามีกี่ชนิด อะไรบ้าง ยิ่งมีรายการของส่วนผสมมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้รับสารเคมีมากเท่านั้น ทางที่ปลอดภัยที่สุดก็คือซื้อเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติให้มากเท่าที่จะทำได้ อย่าไปเสียดายที่ไม่ได้ืซื้อโลชั่นและครีมประิิทินโฉมชื่อดังที่เค้าโฆษณาว่าช่วยให้ผิวเนียนนุ่มกระจ่างใส หรือแลดูอ่อนวัยย์เหมือนนางแบบในทีวี เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีสารเคมีตัวไหนช่วยให้ผิวดีขึ้นได้จริง ๆ มีแต่ทำให้เสียสุขภาพและสะสมสารพิษมากขึ้นเรื่อย ๆ นางแบบนายแบบที่เห็นกันว่าหล่อสวยผิวดีหน้าใสกิ๊งก็รู้กันดีแก่ใจว่าผ่านการปรับสีเปลี่ยนแสงและโฟโต้เฉาะมาแล้วทั้งสิ้น ลองคิดดูว่า หากสกินแคร์ผสมสารเคมีที่วางขายกันเกลื่อนกลาดนั้นช่วยคงความเยาว์วัย และผิวพรรณที่ดีขึ้นได้จริง ๆ เราคงเห็นแต่มนุษย์หน้าเด็กผิวใสเปล่งออร่าเดินขวักไขว่ไปมากันทั้งโลกไปแล้วล่ะมั้ง





นี่คือตัวอย่างสารเคมีฮิตที่คุณจะพบเห็นได้บ่อยๆในชื่อของส่วนผสมหลังกล่องเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในประจำวันที่ควรหลีกเลี่ยงให้ดีในการช้อปปิ้งครั้งหน้า
                                          
Paraben -พาราเบน
คุณจะเจอสารตัวนี้ได้ในผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องสำอางค์ แชมพู ครีมนวด ครีมบำรุงผิวหน้าต่างๆ ที่เค้าใส่มันลงไปด้วยก็เพราะว่าพาราเบนเป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกๆ มันเลยนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ผมและผิวของใครดีขึ้นได้ สารตัวนี้ัยังก่อให้เกิดมะเร็งด้วย โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม โดยจะดูดซึมเข้ากระแสเลือดของคุณได้อย่างรวดเร็วจากนั้นก็เข้าไปทำงานเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ปกติเป็นหน้าที่ของร่างกายทีจะผลิตฮอร์โมนนี้ จึงทำให้ร่างกายทำงานไม่สมดุล หากสาวๆท่านใดอยากเก็บสองเต้าไว้เชยชมชั่วลูกชั่วหลานก็อย่าลืมพลิกอ่านส่วนผสมหลังขวดหลังกระปุกเครื่องสำอางค์ของคุณมีชื่อ Paraben และญาติ ๆของมันอยู่มั้ย ได้แก่ Methylparaben, Ethylparaben  แต่ถือว่ายังดีที่ตอนนี้สินค้าพวกสมุนไพรหลายยี่ห้อเริ่มทำแชมพูครีมนวดแบบไร้สารพาราเบนออกมาขายกันบ้างแล้ว



Phthalates -พาทาเลต
อีกหนึ่งสารที่ควรระวังก็คือพาทาเลต และบางครั้งมันก็จะแฝงตัวมาในชื่อของ "Fragrance" พาทาเลตเป็นสารเคมีก่อมะเร็งยอดฮิต ใช้เพื่อละลายพลาสติกให้อ่อนตัว โชคดีของเด็กน้อยที่สารนี้โดนห้ามใช้ในของเล่นเด็กในแถบยุโรปไปแล้วหลังใช้มา 40 ปีติดต่อ เหลือแต่ผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่ยังได้รับความซวยจากผลข้างเคียงในการใช้สินค้าที่มีสารนี้ น่าเศร้าสำหรับคุณผู้ชายเพราะมันจะทำให้อสุจิของคุณด้อยคุณภาพและผลิตออกมาน้อยลง 


 SLS (Sodium Lauryl Sulfate)
เป็นสารที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดฟอง พบบ่อยในน้ำยาขัดพื้น สบู่ แชมพู ครีมล้างหน้า น้ำยาล้างจาน ล้างรถ หรือแ้ม้แต่ยาสีฟัน สาร SLS ไม่สามารถถูกกำจัดออกได้ด้วยตับจึงเป็นสาเหตุของตับเป็นพิษ สาเหตุที่มันมาอยู่ในสินค้าให้คุณซื้อนั้นก็เพราะความงกของผู้ผลิตเพราะสารตัวนี้มีราคาถูก นอกจากจะเป็นอันตรายต่อตับแล้ว SLS ยังทำให้ ผมร่วง ผิวแห้งเสียอีกด้วย

อันนี้น่าตกใจมากสำหรับสารตะกั่วหรือ  Lead ที่เค้านิยมใส่ในลิปสติก แม้แ่ต่ แบรนด์ดังๆ ก็ยังมีและเยอะด้วย ที่่น่าตกใจกว่าก็คือองค์กรอาหารและยาหรือ FDA ของอเมริกาปล่อยให้ผู้ผลิตใส่สารตะกั่วได้อย่างอิสระและไม่ได้จำกัดปริมาณในส่วนผสม ทั้ง ๆที่สารตะกั่วเป็นสารก่อมะเร็งที่ไ่ม่มีระดับความปลอดภัย นั่นคือมันเป็นอันตรายอย่างหนัก น่าเศร้าที่ผู้หญิงทุกคนคงเคยกินตะกั่ววันละหลายเวลา เพราะที่ทาลงบนปากมันไม่ได้ระเหยเป็นไอหายไปกับสายลมและแสงแดด แต่มันลงไปในท้องของคุณและคนที่คุณรักนั่นแหละ อยากรู้มั้ยว่าในหนึ่งชีวิตของลูกผู้หญิงเรากินลิปสติกกันไปเยอะขนาดไหน หาคำตอบได้ในคลิปนี้เลย


 


















ถ้าอยากรู้ว่าสารเคมีที่อยู่ในเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้อยู่ในแต่ละวันมีผลกระทบกับสุขภาพของคุณยังไงบ้าง ก็ลองคลิกเข้าไปเสิร์ชหาดูได้ที่ CosmeticsDatabase.com เว็บนี้เค้ามีข้อมูลของสินค้าถึง 69,000 ยี่ห้อให้ลองค้นดู หรือจะเสิร์ชจากชื่อสารเคมีก็ได้ ขอให้โชคดีไร้สารเคมีกันทุกคนนะคะ

Wednesday, July 10, 2013

ประวัติน้ำยาทาเล็บ จากวันนั้นจนวันนี้



รู้มั้ยว่าการทาเล็บมีประวัติยาวนานถึงเจ็ดพันกว่าปีมาแล้วถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดียและพวกเค้าก็ใช้เฮนน่าเนี่ยแหละเอามาเป็นสีทาเล็บด้วย ต่อมาในสมัยอียิปโบราณเหล่าราชินีก็นิยมตกแต่งเล็บมือเท้าด้วยสีแดงเจิดจ้าแสดงถึงบารมีประจำตัวว่าข้าน่ะเข้มแค่ไหน เช่นพระนางเนเฟอร์ติติทาสีแดงทับทิม,คลีโอพัตราทาสีแดงเลือด ส่วนสามัญชนคนธรรมดารวมถึงเหล่าทาสทั้งหลายก็มีสิทธิทาได้แค่สีซีดๆจางๆเท่านั้นแหละนะ

สปาเล็บสมัยอีิยิปโบราณ


ในประเทศจีนเองก็เหมือนกันที่การทาเล็บถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งและสถานะทางสังคม เ่ช่นในสมัยราชวงศ์หมิงจะมีเฉพาะเหล่าราชนิกุลเท่านั้นที่ได้รับสิทธิให้ทาเล็บด้วยสีแดงและดำ ส่วนในสมัยราชวงศ์โจวก็็ดูดีมีระดับได้อีกเพราะเลือกทาแต่สีเงินทอง มีไฮไลท์อยู่ที่เหล่าสตรีชั้นสูงยุคนั้นจะตั้งใจไม่ยอมตัดเล็บจนยาวเฟื้อยเป็น10 ซม.เพื่อบอกเป็นนัยๆว่าชั้นคือคุณนายไฮโซผู้มีชีวิตสุขสบายเกินกว่าต้องคอยตัดเล็บเพื่อทำงานหนักดั่งพวกชนชั้นแรงงาน  ส่วนน้ำยาทาเล็บที่ใช้ในยุคนั้นก็เป็นสูตรที่ีคนจีนคิดค้นขึ้นมาเองจากธรรมชาติล้วนๆส่วนผสมมีแค่ขี้ผึ้ง,ไข่ขาว,อาราบิกกัม,เจลาติน,สีที่สกัดจากดอกไม้ และแร่เงินทอง แต่กว่าจะแห้งก็..รอนาน..หน่อยนะ


สงสัยมั้ยว่าแล้วน้ำยาทาเล็บที่ขายกันตอนนี้เค้าไปได้รับอิทธิพลมาจากไหนกัน? ย้อนไปในยุค 30's น้ำยาทาเล็บขวดแรกของโลกได้อุบัติขึ้นจากไอเดียของมิเชล หญิงสาวชาวฝรั่งเศสที่ำทำงานอยู่ในโรงงานผลิตสีรถยนต์ วันนึงชีเกิดได้แรงบันดาลใจจากสีไฮกลอสที่ใช้พ่นกันในอู่ ด้วยหลงไหลในความเงางาม ทนฝน สะท้อนแดด ไม่หลุดลอกกระเทาะง่าย ทาแล้วยังแห้งไวไ่ม่ต้องใช้เวลามาก จึงเกิดความคิดเอาสีทารถมาประยุกต์ใช้เทใส่ขวดเสียบแปรงเี้ี้ร่ขายตามบิวตี้ซาลอนต่างๆซะเลย ผลปรากฎว่าสินค้าตีตลาดแรงเกินคาด จนเจ้าของบริษัทผลิตสีรถยนต์แห่งนั้นเปลี่ยนชื่อจาก Revson มาเป็น Revlon จนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไ่่ม่ยอมเปลี่ยนแปลงก็คือสารเคมีที่ใช้ในน้ำยาทาเล็บที่ขายกันเกลื่อนกลาดในปัจจุับันมันยังมีส่วนผสมไม่ต่างจากแบบที่ใช้ทำสีรถยนต์ ขนาดที่ว่าเคยมีชายหนุ่มเอาน้ำยาทาเล็บมาทารถประชดรักก็ปรากฎมาแล้ว 




ยังไงก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของไอเดียที่ทำให้ผู้หญิงเราได้มีน้ำยาทาเล็บใช้กันจนวันนี้ แต่ด้านมืดก็คือส่วนผสมที่ใช้มันไม่ปลอดภัยพอที่จะเอามาให้มนุษย์สูดดมหรือทาลงบนเล็บเอาซะเลย แถมยังถือเป็นขยะอันตรายที่ต้องทิ้งให้ถูกวิธีเพื่อป้องกันสารพิษปนเปื้อนสู่ธรรมชาติอีกด้วย รู้มั้ยว่าน้ำยาทาเล็บโดนจัดให้เป็นเครื่องสำอางค์ที่มีพิษสูงที่สุด โดยเฉพาะ  Toxic Trio 3 สารที่เป็นส่วนผสมหลักๆที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และการเจริญเิติบโตของทารกในครรถ์ เพียงแค่ไอระเหยที่ลอยออกมาก็เป็นพิษต่อปอด ทำให้ระคายเคืองตา ทำลายภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอในระยะยาว โชคร้ายสุดคือบรรดาลูกจ้างระยะยาวตามร้านซาลอนถึงกับต้องล้มป่วย บ้างเป็นโรคปอดทั้งๆที่ไม่สูบบุหรี่ บ้างก็เป็นมะเร็งนม มะเร็งหน้า ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าการทำงานในร้านเสริมสวยทำให้ต้องสะสมสารพิษรวมถึงจากน้ำยาทาเล็บด้วย! อนิจจัง อยากเปลี่ยนอาชีพก็สายไปเสียแล้ว






สภาคุ้มครองผู้บริโภคแฉเจอสารพิษตอนสุ่มตรวจน้ำยาทาเล็บเพียบเลย
เหตุที่น้ำยาทาเล็บสูตรทารถยังคงขายได้มาตลอด 80 กว่าปีแบบไม่มีโดนแบนหรือเปลี่ยนสูตร เป็นเพราะผู้ผลิตและอย.ไม่ได้แคร์สุขภาพของผู้บริโภคมากพอที่จะปรับส่วนผสมให้ปลอดภัยกว่ายกเว้นจะปรับแต่ราคาให้สูงขึ้น อีกเหตุผลที่ปฎิเสธไม่ได้ก็คือผู้หญิงเราเมื่อตกอยู่ในภวังค์อยากสวยแล้วส่วนใหญ่ก็จะละเลยเพิกเฉยต่อความปลอดภัยของตัวเองไปสิ้น เคยมั้ยที่ต่อให้เหม็นแค่ไหนชั้นก็ยินดีกลั้นใจทาจนเล็บสุดท้าย ตอนอยากได้ขวดใหม่ก็เลือกหาแต่สีสันที่ถูกใจ ยิ่งยี่ห้อไหนติดทนนานก็ยิ่งเป๊ะถือว่ามีคุณภาพดี แต่หากต้องแลกกับการรับพิษเข้าร่างเพิ่มมันทุกครั้งที่ทา แล้วยังจะคิดว่ามันมีคุณภาพดีอยู่อีกมั้ย? โดยเฉพาะในยุคมะเร็งครองโลกด้วยแล้วเรายิ่งต้องป้องกันตัวเองจากสารอันตรายที่แฝงอยู่ในสินค้าไ่ม่ใช่อาบยาพิษบนนิ้วมืออย่างไม่หยุดหย่อน คิดอีกทีเล็บก็ไม่ใช่กระโปรงรถซะด้วยที่ต้องทาทับด้วยสีอุตสาหกรรมตลอดเวลา ยิ่งถ้าไม่ปล่อยให้มันได้เปลือยรับออกซิเจนบ้างอาจก่อปัญหาเล็บเหลืองตามมาซึ่งนอกจากจะไม่สวยแล้วยังดูป่วยกว่าเดิมอีก


Natural First น้ำยาทาเล็บไร้สารพิษ
หากคุณเป็นคนนึงที่ชอบทาเล็บแต่ไม่เต็มใจสะสมสารพิษเข้าร่าง ปัจจุบันนี้มี
นวัตกรรมใหม่สดๆร้อนๆออกมาเป็นน้ำยาทาเล็บสูตรน้ำที่นับเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับใครที่ห่วงใยสุขภาพและอยากช่วยโลกของเราให้เฮลตี้ขึ้น  คิดค้นโดยผู้ผลิตอินดี้ที่มีความฝันอยากให้ผู้หญิงทาเล็บได้อย่างสุขกาย สบายใจ ไร้กลิ่นเหม็นฉุน เด็กทาได้ คนท้องก็ทาได้ ไม่ต้องใช้น้ำยาล้างเล็บด้วยนะแค่แช่มือลงในน้ำ 3 นาทีแล้วสะกิดๆตรงมุมเล็บ สีก็จะหลุดออกมาปั๊บ ตัวฝาขวดเป็นงานแฮนด์เมดทำด้วยไม้มะพร้าวเพราะอยากให้ทุกชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกันซักขวดเดียว สนใจอยากเปลี่ยนประสบการณ์การทาเล็บก็คลิกเข้าไปเลือกซื้อสีที่ถูกใจกันได้ที่ www.nfcosmetics.com รับรองว่าจะติดใจจนไม่อยากกลับไปดมกลิ่นเหม็นๆแบบเก่าอีกแน่นอน

Saturday, June 22, 2013

Natural First Water-Based Odorless Non-Toxic Nail Polish





Beauty and bad smells don't need to come in the same bottle! Natural First water-based nail polish will make your manicure more fresh and free from toxic fumes because it is made from only eco-friendly, odorless, non-toxic ingredients safe even for children and pregnant women. It dries fast and is easy to apply with custom high-quality flat/wide brushes for optimum control. The handmade Thai coconut wood tops are each unique with a personality of their own. You can say goodbye to your stinky nail polish remover too because with Natural First polish you don't need remover, just 3 minutes in warm water, then peel from the corner.  15ml. color bottles 185 baht ($6) each and 15ml. top coat bottles 150 baht ($5) each plus shipping cost.  To order, email: first_no_1@hotmail.com  If you can't find a color that suits your fancy on this website simply email me with an example and I will make a special color polish just for you! 

Natural First น้ำยาทาเล็บสูตรน้ำ ปลอดภัย ไม่เหม็น


เพราะความสวยและความเหม็นไม่จำเป็นต้องมาด้วยกัน น้ำยาทาเล็บสูตรน้ำ Natural First จะช่วยให้ช่วงเวลาทาเล็บของคุณไม่ต้องเหม็นคลุ้งไปด้วยสารพิษในอากาศอีกต่อไป เพราะเน้นใช้แต่ส่วนผสมที่ไร้สารพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเ่ท่านั้น เด็กทาได้ คนท้องก็ทาได้ ไม่ก่อมลพิษในอากาศ ไม่รบกวนจมูกคนรอบข้างเพราะไร้กลิ่นฉุนรุนแรงของสารเคมี เนื้อสีแน่น แห้งไว ทาง่ายด้วยขนแปรงคุณภาพดี flat & wide ที่มีคุณสมบัติช่วยให้ควบคุมการทาเล็บได้สะดวกขึ้น 

Paint & Peel  เซย์กู้ดบายกับขั้นตอนล้างเล็บอันแสนน่าเบื่อหน่ายและทำร้ายสุขภาพเล็บไปได้เลย เพราะน้ำยาทาเล็บสูตรน้ำ Natural First จะทำให้การเปลี่ยนสีเล็บเป็นเรื่องง่ายกว่านั้นมาก เพียงแช่มือในน้ำอุ่น 3 นาที แล้วค่อยๆสะกิดดึงที่มุมเล็บออก สีก็จะหลุดลอกได้คล้ายสติ๊กเกอร์ คุณจึงเปลี่ยนสีเล็บได้บ่อยตามใจต้องการไม่ต่างจากเมคอัพอีกหนึ่งชิ้น ฝาขวดเก๋ไก๋ มีบุคลิกของตัวเองไม่ซ้ำกันด้วยงานแฮนด์เมดไม้มะพร้าวสไตล์ Eco-Friendly ให้อารมณ์รักธรรมชาติสุดๆ ราคาขวดละ 185 บาท ,Top Coat 150 บาท(ไม่รวมค่าจัดส่ง) สนใจสั่งซื้อโปรดส่งอีเมลสั่งซื้อมาที่ First_no_1@hotmail.com หรืออินบ็อกซ์มาที่เฟซบุ๊ค Natural First นะคะ 


แต่ถ้ายังหาสีที่ถูกใจไม่เจอในเว็บนี้ก็ไม่มีปัญหา แค่บอกสีที่ปรารถนาหรือส่งตัวอย่างสีมา ทาง Natural First ก็จะจัดทำสำหรับคุณเป็นกรณีพิเศษแบบไม่คิดราคาเพิ่มใดๆทั้งสิ้นค่ะ ^_^